#metoo×barrier×body language×body movement×cultural gap×dance×disarm×evolution×feminism×improvisation×justice×laboratory×lèse-majesté×linktag×macrumors×memoir×otherness×pain×Philosophy of Language×prison×rape×safe space×sign language×theatre×therapy×touch×

Found 0 Related Matches

Found 0 Related Matches

Regarding the Pain in Humanimal | เฝ้าฟังความเจ็บปวดที่เราไม่อาจมีร่วมกัน จนกว่าจะได้ยินเสียงทั้งหมดของชีวิตที่ถูกเคลือบไว้

Paopoom Chiwarak
เผ่าภูมิ ชิวารักษว์
September 2019
disarm×pain×safe space×therapy×
Photo by: Paopoom Chiwarak

สัตว์ ประเสริฐ 

         ประดิษฐ์ 

         ประหลาด. 

สัตว์  มนุษย์.

1


“สัตว์ประเสริฐ”

ผลงานการแสดงเชิงประสบการณ์ (Experiential Performance) กำกับโดย ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ศิลปินผู้มีภูมิหลังเป็นนักจิตบำบัดการเคลื่อนไหว (Dance and Movement Psychotherapist) ที่ออกแบบการแสดงเพื่อทดลอง ‘มนุษย์’ จำนวน 16 คน จัดแสดงรอบละหนึ่งคนในตู้กระจกใส เรียกร้องให้คนที่อยู่ด้านในเดินทางไปสู่สภาวะที่เรียกว่า ปลดอาวุธ (Disarmed)

21-03-2019 อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์

31-03-2019 วีรพร นิติประภา

20-04-2019 ดุจดาว วัฒนปกรณ์

Photo by: Paopoom Chiwarak

 

 

เราเดินเข้ามาในเขตแดนที่เส้นแบ่งของการทดลองและการแสดงระเหยไป เก้าอี้คนดูถูกจัดวางติดผนังอยู่สองฝั่งตรงกันข้ามตามแนวด้านยาวของห้อง ผนังด้านในสุดเป็นตู้กระจก ฝั่งตรงข้ามมีกล้องวิดีโอตั้งเกือบชิดผนังทางเข้าพร้อมกับเก้าอี้ของผู้ทดลอง คนในชุดแล็บสีขาวเดินไปมาจัดการเตรียมความพร้อมทางเทคนิคของเสียงและไฟ   ความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่นั้นก่อตัวใหม่ในกระบวนการที่ศิลปินถูกรับเชิญมาเป็นผู้เข้าร่วมการทดลอง ผู้กำกับยังคงกุมอำนาจให้เห็นหน้าม่านเพื่อปฏิบัติการในฐานะผู้ทดลอง และผู้ชมอย่างเราที่นั่งหันข้างให้กับตู้แล็บ ก็เข้าไปในพื้นที่นั้นในฐานะประจักษ์พยาน

การทดลองทั้งหมดดำเนินไปด้วยชุดของคำถาม เหมือนเราได้ร่วมสังเกตกระบวนการจิตบำบัดที่เป็นเครื่องมือหลักทั้งในการทดลองและการแสดง ถึงตอนนี้เราเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังยืนอยู่กลางสี่แยกวัดใจ ที่ไม่เห็นไฟจราจร บทบาทที่ทับซ้อนเข้ามาเพิ่มในคู่ความสัมพันธ์ ระหว่างคนทดลองที่กำลังจะทำหน้าที่บำบัด กับคนที่ถูกทดลองที่มาเข้ารับการบำบัด แต่ก็อาจไม่ได้เป็นปัญหาที่ต้องทบทวนก่อนทุกอย่างจะเริ่ม ตราบที่ขั้วอำนาจแสนกำกวมในพื้นที่ที่ก้ำกึ้งยังคงสถานะเดิมไว้แบบนี้ และเรายังเป็นเราต่อไป มาเฝ้าสังเกตในฐานะประจักษ์พยานในพื้นที่ที่ไฟจราจรทำงานไม่ปกติ 

ผู้ทดลองเริ่มดำเนินการ ผู้ถูกทดลองทยอยตอบคำถามไปเรื่อยๆ น่าเสียดายที่เราจำคำถามปลีกไม่ได้ทั้งหมด แต่ยังพอจำลำดับของเงื่อนไขหลักที่ถูกวางในการตอบได้ประมาณว่า

“ให้ตอบตามความรู้สึกที่จริงใจที่สุด”

“ให้ตอบตรงกันข้ามกับความรู้สึกของตัวเอง รู้สึกใช่ ให้ตอบไม่ รู้สึกซ้าย ให้ตอบขวา”

“ให้ตอบคำถามด้วยการประดิดประดอยที่สุด”

“ให้ตอบคำถามด้วยความรู้สึกที่ไวและจริงใจมากที่สุด หากกระพริบตาจะถือว่าข้ามไปสู่คำถามถัดไป”

“ให้ค่อยๆ ลดอาวุธลง แล้วอนุญาตให้สัตว์ในตัวคุณได้ออกมาตอบคำถาม”

ทว่าเราไม่อาจรับรู้ความเป็นไปในตู้แล็บได้อย่างปกติ เมื่อเราทำมากสุดได้แค่เห็น แต่ไม่อาจได้ยินเสียงที่เกิดขึ้นภายในจากปากของคนในตู้โดยพฤติกรรมพื้นฐานที่เราคุ้นชินในการฟัง ขณะเดียวกัน ผู้ทดลอง นอกจากจะคอยสรุปความเป็นไปจากคนในตู้ ก็กำกับกล้องด้วยตัวเอง บันทึกสดการตอบสนองทางกายภาพของผู้ถูกทดลองเป็นภาพเคลื่อนไหวฉายขึ้นจอเหนือตู้กระจก

แม้จะได้ยินเสียงทดแทนจากผู้ทดลองที่สะท้อนความเป็นไปในตู้ แต่ประสิทธิภาพการรับรู้ของเราได้แหว่งหายไปกับเสียงของคนในตู้แล้ว เหมือนโดนบังคับให้ดูทีวีที่ถูกปิดเสียง เราพยายามอ่านปากว่าผู้ถูกทดลองพูดหรือตอบอะไร คำถามทำให้เราอยากรู้เรื่องราวของคนในตู้ อ่านทันบ้าง ไม่ทันบ้าง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่แล้วสายตาก็ต้องทำงานหนักขึ้น เมื่อต้องคอยสลับมาจับจ้องภาพวิดีโอบันทึกสด ที่เคลื่อนไปเก็บตามตำแหน่งต่างๆ ของร่างกายคนในตู้ เพื่อเน้นย้ำการตอบสนองในระดับสัญชาติญาณ ให้เราได้ฟัง ‘เสียงอื่น’ ที่เรียกร้องการได้ยินมากกว่าวัจนภาษา

“คุณยกมือขึ้นมากอดที่อก”      

“ตอนนี้คุณเปลี่ยนมานั่งไขว่ห้าง”      

“คุณถอนหายใจ”

บทสนทนาระหว่างผู้ทดลองและผู้ถูกทดลอง พาเราไปสู่บทสนทนาระหว่างเรากับพื้นที่ว่างของเสียงที่สาบสูญ ผัสสะของเราก็ถูกกระตุ้น เราได้กินอาหารรสจืด ที่เข้าถึงรสชาติในแบบที่มันเป็นโดยไม่อาศัยรสจัดจ้านเพื่อให้กลืนลง ท่าทางที่ไร้การปรุงรสได้เผยตัวมันเองออกมาท่ามกลางการหายไปของเสียง แต่จะพูดแบบนั้นก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะบางทีท่าทางและร่างกายอาจไม่เคยโกหก แค่มีอยู่ของมันเช่นนั้นมาโดยตลอด เฝ้ารอความละเอียดอ่อนเพื่อที่จะรับรู้ถึงความอ่อนไหว 

“ช่วยเล่าถึงตัวเองตอนอายุ 17 ให้ฟังหน่อย”

ผัสสะที่ถูกสะกิดให้อ่อนไหวทำให้เราดื่มดำกับรสจืด ความธรรมดาสามัญของความเป็นคนบรรจงถ่ายทอดประสบการณ์ ชีวิตทั้งหมดของมนุษย์คนหนึ่งในตู้กระจกคายเรื่องราวตัวมันเองออกมาผ่านท่าทางและร่างกายที่ถักทอความรู้สึกและความทรงจำ เหลือเพียงอารมณ์พื้นฐาน ความสุข ความเศร้า ความเหงา ความผิดหวัง ความรัก ความอิจฉา ความโกรธ และอีกไม่รู้กี่ความรู้สึก ที่ทับซ้อนกันอยู่ภายใต้กรอบทางศีลธรรม ก็ปรากฏตัวอย่างตรงไปตรงมา เราได้เหงี่ยหูฟังเสียงที่จมหายไปในพื้นที่ว่างปริศนา พาเราไปสำรวจดินแดนที่ซ่อนเร้น

2

“สัตว์ประดิษฐ์” 

ในช่วงหลังจากเงื่อนไขการประดิษฐ์ประดอยคำตอบ ผู้ถูกทดลองได้รับอนุญาตให้อยู่ในอิริยาบถที่ตนถนัด สบายสามารถทานข้าว ดื่มน้ำที่ถูกเตรียมไว้ในตู้กระจกได้ตามอัธยาศัย และสามารถหยิบจับอุปกรณ์หรือของใช้ส่วนตัวที่มอบความสบายใจเมื่อต้องการ (ตุ๊กตา, บับเบิ้ล, ฯลฯ)

“คุณเคยนอกใจแฟนมั้ยคะ?”

หนึ่งคำถามปลีกที่เราพอจำได้ในช่วงที่ต้องตอบให้ไวและจริงใจที่สุดกับคำตอบ ความเร็วและจังหวะในการถามตอบที่ไวขึ้น ทำให้คนในตู้เหมือนถูกยิงด้วยกระสุนคำถาม เพื่อที่จะรับให้ทัน ปากต้องรีบงับคำให้ไว และทันทีที่ตอบเสร็จ ต้องรีบเคลียร์ตัวเองเพื่อรอรับกระสุนเม็ดใหม่ เหมือนว่าปากของเขาได้พูดก่อนที่จะทันได้คิด มีเพียงช่วงเวลาอันสั้นก่อนผู้ทดลองจะลั่นไกให้ทันได้กระพริบตา ผู้ถูกทดลองไม่มีเวลาทบทวนประมวลความรู้สึกก่อนตอบ เช่นเดียวกันกับที่ไม่มีเวลามานึกเสียใจถึงสิ่งที่เพิ่งได้พูดไป 

“คุณเคยเกลียดใครจนอยากให้เขาตายมั้ย?”

การได้เห็นใครตอบคำถามแบบนี้คงไม่รบกวนใจ หากนั่นคือพื้นที่ของการบำบัดเพียงอย่างเดียว อรรถรสที่เพิ่งได้อร่อยกับความจืดตอนนี้เริ่มขืนกับความขม เราอยากควานหารีโมตกดเปลี่ยนช่อง สงสัยว่านี่เราไม่ได้บังเอิญดูรายการ Reality ที่กำลังจะเริ่มประจานคนให้อับอายอยู่หรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจะมีประโยชน์อะไรที่ต้องเผยความเปราะบางของผู้เข้าร่วมการทดลองภายใต้หน้ากากของการบำบัด แต่ในเมื่อต่อมรับรสมันกำลังอ่อนไหว ก็อยากรู้เหมือนกันว่าเราจะไหวไปได้อีกกี่น้ำ

แต่แล้ว เสียงที่ไม่อาจได้ยินจากคนในตู้กลับถูกแทนที่ด้วยคำตอบของเราในระดับปัจเจก ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ใช่คนที่ถูกถามซะทีเดียว เมื่อเรายังเห็นว่าใครในตู้ที่กำลังถูกถาม ขณะเดียวกัน เสียงที่ไม่ได้ยินก็ยิ่งดังและกังวานอยู่ในหัวด้วยคำตอบของเรา นี่เป็นจุดที่การทดลองในการแสดงเชิงประสบการณ์ได้พาให้เราร่วมเดินทางไปเปิดประสบการณ์พร้อมกัน ในตอนนั้นเอง เราเริ่มไม่แน่ใจว่าเราเป็นอะไรในพื้นที่แห่งนี้    

3

ก่อนจะเข้าสู่ช่วงสุดท้าย ที่ผู้ถูกทดลองจะถูกเรียกร้องให้ค่อยๆ ปลดอาวุธแล้วอนุญาตให้สัตว์ออกได้มาตอบคำถาม เราเพิ่งสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างของปฏิกิริยาร่างกายตัวเองที่ตอบสนองต่อประสบการณ์เมื่อครู่ หายใจไม่ทั่วท้อง ความดันต่ำ เสียงที่ไม่รู้ว่าเป็นเสียงหัวใจหรือชีพจรที่เต้นถี่ของตัวเองดังกว่าเสียงแอร์ในห้อง มือที่สั่นพยายามควานหายาดมในกระเป๋า เราไม่รู้ว่าต้องรู้สึกอะไร แต่รับรู้ได้ว่าคนในตู้หมดเรี่ยวแรงที่ไม่รู้ว่าเหนื่อยจากการรับกระสุนหรือเพิ่งรู้สึกกับสิ่งที่ได้ตอบไป  และเดาว่าคงไม่ต่างอะไรมากจากคนนอกตู้

“อะไรคือบาดแผลในชีวิตของคุณคะ”

“ความรัก”, วีรพร นิติประภา

หนึ่งในไม่กี่คำตอบที่เราอ่านปากได้จากรอบของพี่แหม่ม​ (วีรพร นิติประภา) เสียงที่ถูกเหยียบไว้และอาวุธที่ปลดเปลื้องสัตว์ที่มากกว่าหนึ่งผลัดกันออกมาตอบคำถาม เราไม่รู้ว่าตัวไหนเป็นอะไร แต่ละตัวถือกำเนิดจากความเปราะบาง (Vulnerability) ร่วมชีวิตกับผู้หญิงคนหนึ่งตั้งแต่เธอได้เริ่มรู้สึก โอบอุ้มและประคองเธอก้าวข้ามผ่านทุกช่วงเวลาและการเปลี่ยนแปลงในทุกบทบาท ลูกสาว ภรรยา แม่ นักเขียน ฯลฯ ‘ความรัก’ เป็นบาดแผลที่ยืนยันว่าเธอเจ็บ และเธอเจ็บเพราะรู้สึก เราเห็นแม่ลูกทะเลาะกันด้วยความคาดหวัง หนุ่มสาวที่เปี่ยมไปด้วยความหวังว่าอนาคตจะสดใส สามีภรรยาที่ประคับประคองครอบครัวในวันที่ความสัมพันธ์ล้มเหลว แม่ที่ไม่อยากเห็นลูกซ้ำรอยกับความผิดหวัง และเราเห็นแม่ตัวเองอยู่ตรงนั้น สัตว์ของเราก็เช่นกัน รวมถึงของประจักษ์พยานคนอื่น…ที่ออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 

4

ทันทีที่สัตว์ของคนในตู้ได้ตอบคำถามสุดท้าย ผู้ทดลองให้เวลาสามนาทีในการบรรจงพาสัตว์กลับไปสถิตย์ยังที่ที่มันเคยอยู่ ร่องรอยของการปล่อยสัตว์เมื่อครู่ยังคงทิ้งให้มวลบรรยากาศไม่ลื่นไหล และเราไม่แน่ใจว่าอาวุธที่เราร่วมปลด เราสวมมันคืนหรือยัง

ประโยคสรุปประสบการณ์การเดินทางในกระบวนการปลดอาวุธของพี่แหม่ม ถูกลงน้ำหนักผ่านปลายปากกาจากอีกฝั่งของตู้แล็ป กระจกใสแผ่นนี้เองที่กั้นเราอยู่ และเคยมอบความรู้สึกที่เรายังปลอดภัยผ่านสถานะการประจักษ์พยาน สถานะของคนนอกโดยสมบูรณ์ที่ได้อภิสิทธิ์มาร่วมชมงานเฉลิมฉลองให้กับเปราะบางของมนุษย์

ผู้ทดลองจางหายไปกับกระจกค่อยๆ ขุ่นลง กระทั่งไม่มีใครสามารถมองเห็นด้านในได้อีกต่อไป เสียงผู้ทดลองที่มักบรรยายสะท้อนความเป็นไปในตู้ก็แทรกขึ้นมาอีกครั้ง

“คุณก้มหน้า…จับโทรศัพท์…เหม่อลอย…สะอื้น…”

เราทันได้สบสายตากับผู้ทดลองแวบหนึ่ง ก่อนสายตาคู่นั้นจะเลื่อนผ่านไปสู่ประจักษ์พยานคนอื่น

5

“สัตว์ประหลาด”

แว่บแรกที่รู้สึกตัว ว่าได้ยืนหลงอยู่กลางสี่แยกที่ก้ำกึ่งระหว่างการทดลองและการบำบัด มองไม่เห็นแน่ชัดว่าเรายืนอยู่ตรงไหนของพื้นที่นี้ จากหมอกกำกวมที่การแสดงเชิงประสบการณ์ปกคลุมให้สายตาพร่ามัว และเราไม่กล้าเดิน กระทั่งหมอกประหลาดระเหยไปพร้อมกับพี่แหม่มที่เพิ่งหมดสถานะผู้ถูกทดลอง และเรากลับมามองเห็นและระบุตำแหน่งตัวเองได้อีกครั้ง

‘ไม่ปลอดภัยเลย’ 

‘ชีวิตที่หักหลังเราทุกคน’ อาจไม่ได้มีอานุภาพมากพอที่จะเขย่าความปลอดภัยของเรา เมื่อเทียบกับคำถามที่ว่า “เสียงของชีวิตที่เคลือบด้วยจอกระจกใสจะถูกฟังอย่างไร ไม่ให้เป็นเพียงมหรสพประจานความเจ็บ”

6

“ประเทศที่คุณอยู่ตอนนี้ เป็นแบบไหนคะ”

หนึ่งในคำถามที่อาจเป็นสะพานเชื่อมประสบการณ์ความเจ็บปวดของเราเข้ากับคนในตู้ ชวนให้นึกถึงเวลาเราขึ้นแท็กซี่แล้วจะชอบหงุดหงิดเวลาโดนปฏิเสธบ้าง อยากด่าเวลาโดนอ้างว่าส่งรถ โมโหที่เขาบ่นเรื่องเส้นทางที่จะไปส่งก็บ่อย ปลอมตัวเป็นชาวต่างชาติก็มี เราพยายามถ่ายรูปป้ายทะเบียนไปร้องเรียนแล้วไม่เห็นผล ด่าคนขับอย่างไม่เห็นเขาเป็นคน เพราะเรารู้สึกว่าไม่ชอบธรรม เราเป็นลูกค้านะ เงินก็จ่าย ไม่ได้เอาเปรียบ เพราะอย่างนี้ไงถึงเป็นได้แค่คนขับแท็กซี่…ฯลฯ สุดท้ายก็ไม่มีใครเห็นคนเป็นคน เราโกรธแท็กซี่จอมมักง่ายด้วยสายตามุมกด ที่ประเมินความเจ็บปวดด้วยระนาบสายตาของเราเอง และความเจ็บปวดของเราที่จะไม่ได้กลับบ้าน ก็ของจริงมากพอที่จะไม่ใส่ใจว่าจะให้เขาทำมาหากินยังไงในประเทศที่จรรยาบรรณอาชีพไม่ได้รับรองคุณภาพชีวิตแรงงาน ด้วยราคาแท็กซี่เริ่มต้นที่ 35 บาท กับรถติดเป็นชั่วโมง เราร่ำลาพี่คนขับทุกครั้งด้วยการปิดประตูเสียงดัง ชูนิ้วกลางใส่ไล่หลัง หวังว่าพี่เขาจะมองทันก่อนขับออกไป เช่นเดียวกันกับพี่แท็กซี่ที่ก็เหยียบคันเร่งหวังรมควันสาปส่งให้เราสำลักความชัง แต่อย่างน้อยมันก็เป็นความสัมพันธ์ที่เราไม่เคยต้องพยายามวางตัวแบบผู้มีอารยะใส่กัน

สัตว์ประเสริฐมอบความด้านชาให้เราทนทานต่อความเจ็บปวด ยอมรับการฝืนกลืนขม เพียงเพราะหวังว่ามันจะเป็นยาบำรุงกำลัง จะพาเราไปถึงภาพอุดมคติแสนสมบูรณ์ในทุกบทบาทที่เราเป็นได้อย่างเต็มภาคภูมิ และบ่อยครั้งที่ภาพในอุดมคติไม่อนุญาตให้เราได้อ่อนไหว ความรับผิดชอบในทุกบทบาทที่ทับซ้อนกันอยู่ตามทุกซอกอณูชีวิตคอยตอกย้ำให้เราเข้มแข็ง เราจะพลาดไม่ได้ เราเริ่มป้องกันความอ่อนไหวด้วยการซ่อนความอ่อนแอ ปกคลุมร่างกายที่ไม่ได้ดั่งใจ ด้วยอาภรณ์ที่จะสั่งหุบปากไม่ให้สัตว์ในร่างกายตะโกนโทษฟ้าดินว่าเราแค่เกิดผิดมดลูก มดลูกที่ไม่ได้มอบใบหน้าฐานะที่เราอยากได้ มอบแขน คอ ขาที่ไม่ได้เรียวระหงตามแต้มบุญบารมีที่น้อยนิด และบ่อยครั้งที่เราในร่างประหลาดวิ่งสาวโอกาสในชีวิตไม่ทันเท่าใครอื่น เรายอมประดิษฐ์เสริมเติมแต่งเพื่อปกปิดสัดส่วนน่าอับอาย (Shame) วิ่งหนีจากร่างอัปยศไปสู่ร่างประเสริฐสมบูรณ์ที่เราจะภูมิใจกว่า

เสียงของความเจ็บปวดที่ซุกซ่อนตามร่างกาย ถูกห่อหุ้มด้วยอาวุธที่จะไม่ทำให้เราอับอาย ความเก่งกาจ ภูมิฐาน ดูดี มีมูลค่า มีรสนิยม ที่ทับซ้อนกันกับศีลธรรม จริยธรรม กฏหมาย ที่ผู้มีอารยธรรมจะเคาะคำพิพากษาให้เราได้แค่ดำกับขาว สัตว์มนุษย์อาจอยากเรียกร้องให้ปลดถอดอาวุธที่กัดกินตัวคนใส่ ถอดอาภรณ์แสนฉาบฉวยแล้วประจันหน้าความหวั่นเกรง ให้รอยเว้าแหว่งแตกตำหนิตามร่างกายมีที่ทางของมันได้อย่างที่มันเป็น 

เสียงจากปากของพี่แหม่มจะถูกเคลือบใต้จอกระจกใส แม้จะถูกฉายให้เหลือเพียงภาพความเจ็บปวดสองมิติ แต่นั่นไม่อาจกั้นเราจากการได้ยินเสียงชีวิตทั้งหมดของพี่แหม่มที่แน่นอนว่าเราไม่มีทางได้ร่วมใช้ แต่เราได้ร่วมรู้สึก และเราประหลาดใจว่ารอบของพี่แหม่มเป็นเพียงรอบเดียวที่มอบประสบการณ์แบบนี้ให้ เมื่อเทียบกับรอบของพี่กอล์ฟ (อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์) และ พี่ดาว (ดุจดาว วัฒนปกรณ์) ที่มอบประสบการณ์ให้เราได้ยืนมองความเจ็บด้วยความสงสาร จากมุมสายตาที่เราไม่อาจเข้าใจความรู้สึกในระนาบเดียวกัน 

และนั่นเป็นเรื่องน่าเศร้า หากความเจ็บปวดของใครก็ตามจะถูกบีบให้สงสารด้วยสายเฝ้ามองจากมุมสูง

7

Regarding the Pain of Others: มหรสพความสงสารที่ถูกฟังจากมุมสูง

เราไม่มีปัญหากับการมองมุมสูงเพื่อให้เห็นภาพรวม นอกจากว่าการใช้สายตานั้นจะย่อมแลกมาด้วยเงื่อนไขที่อาจต้องละเลยมิติความละเอียดอ่อนที่ถูกทับซ้อนกันอยู่ในแนวตั้ง เพราะนั่นเป็นการมองความทุกข์จากยอดพีระมิด ที่ฟาโรห์จะไม่เข้าใจความเหนื่อย ความหนัก ความอันตรายที่ชนชั้นแรงงานจะต้องเสี่ยงชีวิตในแต่ละวัน บางทีก็อาจปรากฏในรูปของนโยบายบัตรคนจน ที่แม้จะยอมรับว่าความยากจนเป็นปัญหา แต่การพิจารณาปัญหาจากมุมสูง ก็ไม่แปลกที่ผู้ออกนโยบายจะมองว่าการแจกเงินคือทางออก ไม่เห็นจุดบอดที่ซ่อนอยู่ในมิติที่แยบคาย และบ่อยครั้งที่การพูดถึงความเจ็บปวดจากมุมกด จะลดทอนมิติความละเอียดอ่อนที่ทับซ้อนและเกี่ยวโยงกับปัจจัยอื่นให้เหลือเพียงภาพแบนฉายขึ้นจอ (และเราอาจทำได้เพียงสงสารที่พจมานต้องถูกคุณหญิงแม่กลั่นแกล้ง หรือโกรธแทนว่าทำไมพจมานไม่สู้คน ถ้าเป็นฉันคงลุกขึ้นถีบยอดหน้า ฯลฯ)

Sontag wonders if there could be an alternative to regard the pain of others, which would offer a different experience than the current media that seem to merely transform pain into spectacle and shock.

ซอนแท็กสงสัยว่ามันจะมีทางเลือกต่อความเจ็บปวดของผู้อื่นหรือไม่ สิ่งที่จะให้ประสบการณ์อันแตกต่างไปจากสื่อปัจจุบันที่ดูราวกับว่ามันแค่แปรรูปความเจ็บปวดให้กลายเป็นความตื่นตาและความช็อค

บทความ “Regarding the Pain of Others in Susan Sontag and Alfredo Jaar” โดย โซฟี เบอร์เรบี (Sophie Berrebi)

ข้อเสนอจากซูซาน ซอนแท็ก (Susan Sontag) ที่มองหาทางเลือกอื่นในการพูดถึงความเจ็บปวดของคนอื่นไม่ให้ถูกลดทอนเหลือเพียงความน่าตื่นตาตื่นใจหรือกระตุ้นให้ตกใจจนต้องมองแบบพาดหัวข่าวได้พาเราไปสู่ข้อสังเกตว่า สัตว์มนุษย์ถูกออกแบบมาให้ทำงานอย่างไรกับประจักษ์พยาน บทบาทที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ได้ยินเสียงคำตอบตามจรรยาบรรณการบำบัดที่ต้องรักษาเนื้อหาส่วนตัว ที่ยืนยันสถานะ ‘คนนอก’ ไม่อาจเข้าไปร่วมพัวพันในคู่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถามกับผู้ตอบ และไม่อาจร่วมปลดอาวุธสำหรับการแสดงการทดลองนี้

แต่เรามีสิทธิ์ในการร่วมรู้สึกกับความเจ็บปวดที่ไม่ใช่ของเราได้ขนาดไหน ในเมื่อเราได้รับอนุญาตให้เข้าสู่พื้นที่นี้ด้วยบทบาทที่สามารถเข้าถึงได้มากสุดเพียงการรับรู้ภาพของมนุษย์ ในฐานะสารตั้งต้นของการทดลอง ที่ไม่อาจเข้าถึงเนื้อหาที่เรียงร้อยประสบการณ์

หากเสียงในตู้ที่จมหายไปในสัตว์มนุษย์ ได้มอบประสบการณ์ให้เราอร่อยกับรสจืดของอาหาร สารที่อยู่ในตู้ทดลองจะคายความอร่อยแบบออร์แกนิคได้ นั่นเพราะมันผูกโยงรสชาติที่พิเศษที่ไม่ได้มาจากการประดิษฐ์ปรุงชูรส แต่ผ่านกระบวนการปลูก บำรุง รดน้ำ รับแดด รักษาอุณหภูมิ นี่คือเนื้อหาที่มอบความอร่อยให้กับสารที่ไม่ใช่แค่ตั้งต้นโดยไม่ต้องปรุงจัดจ้านผ่านเสียง ในทางกลับกัน รสจืดของสารจะถูกรับรสอย่างไร เมื่อปราศจากเนื้อหาที่ทำให้ความจืดออร์แกนิคอร่อย เพราะเนื้อหาคือข้อมูลของชีวิต เป็นประสบการณ์ที่ไหลผ่านแม่น้ำกี่สายไม่รู้ ก่อนจะมาบรรจบกันในพื้นที่ของปัจจุบันขณะ การเฝ้ามองภาพมนุษย์คนหนึ่งเพียงในฐานะสารตั้งต้นที่ไม่อาจเข้าถึงห้วงตะกอน ขอนเขื่อน ตามแหล่งน้ำในแต่ละจุด จึงไม่อาจทำให้เราแสวงความอร่อยในรสจืดได้ตั้งแต่ต้น 

บทบาทของประจักษ์พยานจึงมอบการเฝ้ามองความเจ็บปวดอย่างเป็นสารตั้งต้นที่ปราศจากเนื้อหา และอาจเป็นเหตุให้การชมความงามในสภาวะที่มนุษย์สั่นสะเทือนด้วยความไม่ปลอดภัย ไม่อาจถอยห่างตัวเองออกมาจากมหรสพประจานความเจ็บ การเปิดผัสสะเพื่อร่วมเปิดประสบการณ์ต่างหาก ที่พาเราเคลื่อนโคจรการรับรู้ไปทำความเข้าใจเนื้อหาของความเจ็บปวดคนอื่นในระนาบที่ใกล้เคียง ได้เฝ้าฟังเสียงของชีวิตที่อาจถูกเคลือบการรับรู้ภายใต้จอกระจก และเราอาจได้เข้าถึงความงามของความเจ็บ ผ่านความเห็นอกเห็นใจเข้าใจในความรู้สึก (Empathy) ที่เอื้อมไปแตะแม่น้ำทุกสายที่อยู่หลังจอ

แต่เพื่อเข้าถึงความเห็นใจที่เราต้องเดินยอมออกมาจากบทบาทประจักษ์พยานเพื่อไปร่วมเปิดประสบการณ์ และอาจพาเราไปอยู่ในจุดเสี่ยงที่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของศิลปินตั้งแต่ต้น ชวนให้เราสงสัยว่าการปลดอาวุธทำงาน อย่างไรกับบทบาทประจักษ์พยานกันแน่? เพราะเรารู้สึกว่าประจักษ์พยานก็ถูกทดลองเมื่อพิจารณาจากตอนท้ายของกระบวนการที่ชักชวนให้สะท้อนประสบการณ์

เราจึงควรร่วมพิจารณากันในประเด็นความยินยอม ด้วยเงื่อนไขนี้ไม่ปรากฏมาตั้งแต่ต้น และประจักษ์พยานสมควรต้องได้รับความชัดเจน ว่าการร่วมเปิดประสบการณ์อยู่ในความรับผิดชอบของศิลปิน หรือผู้ชม เพื่อไม่ให้ประจักษ์พยานถูกผลักไปอยู่ในจุดเสี่ยงที่อยู่นอกเหนือพื้นที่การเฝ้าระวัง 

นี่คืออีกเสียงที่อาจถูกมองข้าม จมหายไปในพื้นที่ที่การทดลอง การบำบัด และการแสดง ก้ำกึ่งกันอยู่ ถึงอย่างนั้นมันก็สำคัญที่เราต้องร่วมถกเถียง  เพราะเจตนาดีไม่สมควรถูกเข้าใจผิดว่ามาดร้ายเพียงเพราะท้าทายความรู้สึก และก็ไม่อาจเป็นความชอบธรรมของความรุนแรงด้วยเช่นกัน ความกำกวมก็คงไม่เป็นปัญหาในแง่ของศิลปะร่วมสมัย และประสบการณ์ไม่น่าพิสมัยก็ไม่มีวันเป็นตัวชี้วัดคุณค่าในงานศิลปะเชิงทดลอง การแสดงเชิงประสบการณ์จะยังคงสามารถทำหน้าที่ของมันในแบบที่มันเป็นได้ ตราบเท่าที่เราร่วมกันตั้งข้อสังเกตเพื่อให้สิ่งที่อยากพูดได้ดังออกมาโดยยังเคารพและให้เกียรติมนุษย์กันเอง เช่นเดียวกันกับที่สัตว์มนุษย์อยากเสนอให้มนุษย์ยอมรับความเปราะบาง เพื่อโอบรับด้วยความเห็นใจ จุดเริ่มต้นที่มนุษย์จะไม่เหยียดหยามกันเอง